จากความร่วมมือระดับพหุภาคีนิยม สู่ความร่วมมือระดับภูมิภาคนิยมและทวิภาคีนิยม ในบริบทภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก

2 สิงหาคม 2565
365 views
ในปัจจุบัน ตลาดโลกให้ความสำคัญกับประเทศในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกเพิ่มมากขึ้น สงครามระหว่างรัสเซียกับยูเครนที่ส่งผลกระทบในภูมิภาคอื่นมากกว่าภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก และราคาสินค้าที่สูงขึ้นในหลายประเทศ ทำให้ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกได้รับความสนใจมากยิ่งขึ้นในตลาดโลก  คณะเศรษฐศาสตร์ และคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ร่วมกับ Maharaja Agrasen Institute of Management Studies และ Entrepreneurship Development Institute of India จากประเทศอินเดีย มหาวิทยาลัยดานัง (The University of Danang) และมหาวิทยาลัยดาลัด (Dalat University) จากประเทศเวียดนาม ได้จัดเวทีเสวนาวิชาการว่าด้วยการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก (Asia Pacific Economic Integration Forum : A-PAC EIF 2022) ภายใต้แนวคิด Connectivity Dots in Asia Pacific for Realising Regional Potential for Global Welfare เมื่อวันที่ 21-22 กรกฎาคม 2565 ที่ผ่านมา

เวทีเสวนาวิชาการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อหารือและวิเคราะห์บทบาทขององค์กรระหว่างประเทศ การรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจ และบทบาทภาครัฐ รวมถึงวิเคราะห์ผลกระทบของการเชื่อมโยงทางด้านเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก โดยเฉพาะประเด็นการพัฒนาอย่างยั่งยืน ตลอดจนนโยบายในอนาคต  

บทความนี้ได้สรุปสาระสำคัญจากการเสวนาหัวข้อ “จากความร่วมมือระดับพหุภาคีนิยม สู่ความร่วมมือระดับภูมิภาคนิยมและทวิภาคีนิยม ในบริบทภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก” (From Multilateralism to Regionalism to Bilateralism in context of A-PAC)  การเสวนานี้ได้รับเกียรติจาก Dr. Sanjay Kumar Mangla จาก Entrepreneurship Development Institute of India ประเทศอินเดีย เป็นผู้ดำเนินการเสวนา โดยมีผู้ร่วมเสวนาดังนี้ 
• Dr. Prabir De ศาสตราจารย์จาก Research and Information System ประเทศอินเดีย
• Dr. Faisal Ahmed ศาสตราจารย์จาก Fore School of Management ประเทศอินเดีย
• Dr. Shandre Thangavelu ผู้อำนวยการภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จาก CIEs, Institute for International Trade, The University of Adelaide ประเทศออสเตรเลีย
• Dr. Jayant Menon นักวิชาการอาวุโสจาก Regional Economic Studies Programme, ISEAS-Yusof Ishak Institute ประเทศสิงคโปร์ และ former Lead Economist in the Office of the Chief Economist, ADB

Dr. Sanjay Kumar Mangla สถาบันพัฒนาผู้ประกอบการแห่งอินเดีย (Entrepreneurship Development Institute of India) ประเทศอินเดีย

Dr. Sanjay ได้กล่าวสถานการณ์ในปัจจุบันที่ผู้นำประเทศต่าง ๆ ได้ตระหนักถึงความสำคัญของภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก มากยิ่งขึ้น  หลายประเทศทั่วโลกสร้างความสัมพันธ์กับประเทศอื่น ๆ ผ่านการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจ ทั้งระดับทวิภาคี (Bilateralism) และภูมิภาค (Regionalism) เพิ่มมากขึ้น  ผลกระทบของการรวมกลุ่มทางด้านเศรษฐกิจของประเทศในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ต่อความร่วมมือระดับพหุภาคี (Multilateralism) จึงเป็นเรื่องที่น่าสนใจ  อย่างไรก็ตาม ในช่วงที่ผ่านมา เพื่อช่วยกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจภายในภูมิภาค หลายประเทศได้เริ่มให้ความสำคัญกับความร่วมมือระดับพหุภาคีลดลง แต่ให้ความสำคัญกับความร่วมมือระดับภูมิภาคเพิ่มมากขึ้น เช่น RCEP, BRICS, ASEAN, EU[1]  ทำให้ประเทศกำลังพัฒนาขนาดเล็กมีความสำคัญในการเจรจาเพิ่มมากขึ้น  สหรัฐอเมริกาเป็นหนึ่งในประเทศที่เปลี่ยนแปลงแนวทางความร่วมมืออย่างชัดเจน  นับตั้งแต่นายโดนัลด์ ทรัมป์ เข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดี สหรัฐอเมริกาเริ่มให้ความสำคัญกับการเจรจาระดับทวิภาคีมากกว่าระดับพหุภาคี เพื่อให้สหรัฐอเมริกาเจรจาเรียกร้องผลประโยชน์กับประเทศต่าง ๆ เป็นรายประเทศได้  การเปลี่ยนแปลงนี้เกิดขึ้นจากองค์การการค้าโลก (WTO) ไม่สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงได้อย่างที่ควรจะเป็น เนื่องจาก WTO มีจำนวนประเทศสมาชิกจำนวนมาก การออกนโยบายอย่างใดอย่างหนึ่งจึงทำได้ยาก  ด้วยเหตุนี้ หลายประเทศทั่วโลกจึงเปลี่ยนไปให้ความสำคัญกับความร่วมมือระดับทวิภาคี (Bilateralism) และภูมิภาคี (Regionalism) แทน

Dr. Prabir De ศาสตราจารย์จาก Research and Information System ประเทศอินเดีย

ในมุมมองของ Dr. Prabir การสร้างความเข็มแข็งให้ความตกลงระดับพหุภาคีเป็นสิ่งสำคัญเพื่อให้เศรษฐกิจโลกขยายตัวได้ต่อไป  ในปัจจุบัน ขนาดของเศรษฐกิจมีความสำคัญกับการเจรจาทางการทูต เศรษฐกิจโลกถูกขับเคลื่อนโดย 2 ประเทศที่มีเศรษฐกิจขนาดใหญ่คือ สหรัฐอเมริกาและจีน  ด้วยเหตุที่เศรษฐกิจโลกเผชิญกับปัญหาที่หลากหลาย ไม่ว่าการเปลี่ยนแปลงนโยบายการค้าและการลงทุน นโยบายการเมืองและความมั่นคงทางการทหาร  ขณะที่การจัดทำกฎระเบียบระดับพหุภาคี (Rules-based order) เกิดขึ้นได้ยาก ความร่วมมือระดับทวิภาคี (Bilateralism) และระดับภูมิภาค (Regionalism) จึงเข้ามามีบทบาทแทน  หนึ่งในภูมิภาคที่ได้รับความนิยมคือ เอเชีย-แปซิฟิก จะเห็นได้จากความตกลง RCEP, CPTP[2]  และล่าสุดการเจรจาในรูปแบบ IPEF[3]  ที่มีอาเซียนเป็นศูนย์กลางของความตกลง

ในมุมของประเทศอินเดีย ช่วงที่ผ่านมา ห่วงโซ่อุปทานของอินเดียกับ ASEAN เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่องนับแต่ปี 2011 เป็นต้นมา  ฐานการผลิตสินค้าต่าง ๆ เช่น รถยนต์ คอมพิวเตอร์ และเวชภัณฑ์ เกิดจากห่วงโซ่อุปทานใน ASEAN[4]  ผ่านความตกลง AIFTA   อย่างไรก็ตาม ความตกลงการค้าระดับทวิภาคีหรือระดับภูมิภาคก็ยังมีข้อจำกัดต่าง ๆ ที่เป็นอุปสรรคต่อการสร้างห่วงโซ่อุปทาน เช่น กฎว่าด้วยถิ่นกำเนิด (ROO[5] , CAROTAR[6] ) หรืออุปสรรคในการเข้าถึงตลาดอย่าง NTMs[7]  และ Inverted duty[8]  ด้วยเหตุนี้ รัฐบาลหรือหน่วยงานต่าง ๆ จึงควรทบทวนข้อบัญญัติที่ตามความตกลงดังกล่าว  ในท้ายที่สุดแล้ว รูปแบบความตกลงระดับพหุภาคียังคงเป็นสิ่งที่ดีที่สุดต่อเศรษฐกิจโลก  การสนใจแต่ประเทศตนเองเป็นสิ่งที่ทำได้เพียงชั่วคราวและไม่เกิดประโยชน์  ความตกลงระดับภูมิภาคเป็นสิ่งที่ดีตราบใดที่ข้อตกลงดังกล่าวยังคงอยู่บนพื้นฐานของความตกลงระดับพหุภาคี 

เศรษฐกิจโลกในปัจจุบันต้องพร้อมที่จะรับมือกับการเปลี่ยนทางด้านสภาพแวดล้อมทางการค้าต่าง ๆ เช่น นโยบายทางการเมือง สถานการณ์โรคระบาด ซึ่งเป็นสิ่งที่ดูทั่ว ๆ ไป แต่ยากที่จะรับมือ  ความตกลงทวิภาคีหรือพหุภาคีเป็นเครื่องมือหนึ่งที่นำมาใช้เพื่อจะรับมือกับการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ นี้ในปัจจุบัน  การปฏิรูปองค์การระหว่างประเทศเป็นสิ่งที่จำเป็นเพื่อการออกนโยบายในการกระตุ้นการค้าโลก  ความตกลงการค้าเสรีต่าง ๆ ยังคงมีองค์ประกอบอื่น เช่น การบริการ การลงทุน ที่ต้องนำมาพิจารณาถึงผลกระทบ และสุดท้ายการรวมตัวของเศรษฐกิจไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบใด ควรได้รับการจับตามองและให้คำแนะนำโดยหน่วยงานระหว่างประเทศ  

Dr. Shandre Thangavelu ผู้อำนวยการภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จาก CIEs, Institute for International Trade, The University of Adelaide ประเทศออสเตรเลีย

Dr. Shandre ได้เสริมถึงประเด็นความท้าทายในการกระตุ้นเศรษฐกิจในเอเชียตะวันออกและการทำความตกลงการค้าเสรีภายในภูมิภาค  ในปัจจุบัน การค้าโลกเผชิญหน้าความท้าท้ายจากหลากหลายสาเหตุ เช่น การต่อต้านการค้าเสรี ความเสี่ยงทางด้านการเมืองความมั่นคงทั้งระดับภูมิภาคและระดับประเทศ สถานการณ์โรคระบาด และสถานการณ์พลังงานโลก ซึ่งส่งผลต่ออุปสงค์และอุปทานในห่วงโซ่อุปทานโลก และเริ่มมีการใช้นโยบายที่มุ่งเน้นตลาดภายในประเทศ (Inward looking policies) มากยิ่งขึ้น 

สาเหตุของความนิยมใช้นโยบายกีดกันการค้าเกิดจากประเทศต่าง ๆ ได้รับผลประโยชน์จากการค้าเสรีไม่เท่าเทียมกัน ค่าจ้างแรงงานทักษะและค่าจ้างแรงงานด้อยทักษะแตกต่างกันอย่างมาก ผู้ประกอบการขนาดเล็กเข้าถึงตลาดยากกว่าผู้ประกอบการขนาดใหญ่ ความเหลื่อมล้ำด้านเศรษฐกิจระหว่างเมืองกับชนบท การตอบสนองการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ และผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม  ด้วยเหตุนี้ ความตกลงการค้าเสรีจำเป็นที่จะสร้างความสมดุลของผลประโยชน์ทางการค้าจากการเติบโตอย่างมีส่วนร่วม (Inclusive growth) และการสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน (Sustainable) มีการจัดระเบียบนโยบายในระดับประเทศและระดับภูมิภาคเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดจากการค้าและการลงทุน และที่สำคัญ ต้องมีลักษณะเป็นความตกลงที่มีชีวิต (Living agreement) กล่าวคือ เป็นความตกลงที่มีกลไกเปิดให้ประเทศสมาชิกเจรจาจัดทำกฎระเบียบที่จำเป็นเพิ่มเติมเพื่อให้เศรษฐกิจเติบโตอย่างมีส่วนร่วมและยั่งยืน 

หากพิจารณาสถานการณ์การค้าในปัจจุบัน RCEP เป็นการรวมตัวทางการค้าที่ใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งมีขนาดเศรษฐกิจและประชากรคิดเป็นร้อยละ 30 ของขนาดเศรษฐกิจและประชากรโลก แม้ว่าจะเริ่มมีการพูดคุยเกี่ยวกับเขตการค้าเสรีเอเชีย-แปซิฟิก (FTAAP)[9]  ซึ่งมีขนาดที่ใหญ่กว่า แต่ยังไม่มีแนวทางที่ชัดเจน  อีกทั้ง RCEP ยังมีขอบเขตร่วมมือทางเศรษฐกิจที่มากกว่าและมีการต้อนรับสมาชิกใหม่ไม่ว่าจะเป็นประเทศกำลังพัฒนาหรือประเทศด้อยพัฒนามากกว่า CPTPP ซึ่งมาตรฐานกฎระเบียบที่สูงกว่า  ประเด็นสำคัญของ RCEP ที่เกี่ยวเนื่องกับการค้าโลกคือ การเข้าถึงตลาด การร่วมมือกันทางเศรษฐกิจ และการแบ่งปันผลประโยชน์จากความตกลงอย่างเท่าเทียมกัน ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นปัจจัยขับเคลื่อนตามกลไกตลาดโดยมี ASEAN เป็นศูนย์กลาง  บทบาทของ ASEAN จึงเป็นที่กล่าวถึงและมีส่วนสำคัญต่อการขับเคลื่อนความตกลงระดับภูมิภาคนี้  ข้อสังเกตที่สำคัญของ RCEP คือ การบริหารจัดการความเสี่ยงและความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจบนพื้นฐานของกฎระเบียบ (Rule-based) ซึ่งจะเป็นตัวแปรสำคัญต่อห่วงโซ่อุปทานโลก เนื่องจากการรวมกลุ่มของ RCEP เป็นการรวมกลุ่มของประเทศในทุกระดับรายได้ ด้วยเหตุนี้ RCEP จึงถูกมองว่าจะเป็นปัจจัยขับเคลื่อนที่สำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจโลกฟื้นตัวเมื่อพ้นวิกฤตโรคระบาด ผ่านการเข้าถึงตลาดและกิจกรรมทางเศรษฐกิจของห่วงโซ่อุปทานโลกที่เพิ่มขึ้น  

ในปัจจุบัน RCEP ไม่เพียงแต่เป็นการเข้าถึงตลาดของแต่ละประเทศเท่านั้น แต่ยังคงมีสถานะเป็นความตกลงที่มีชีวิตอีกด้วย เนื่องจากมีหน่วยงานที่เป็นผู้แทนจากประเทศสมาชิกที่คอยสองส่องดูแล และเพิ่มเติมกฎระเบียบต่าง ๆ ที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ รวมถึงยังคงเปิดรับประเทศใหม่ ๆ ที่ต้องการเข้าร่วมเป็นสมาชิก ซึ่งจะส่งผลต่อไปยังห่วงโซ่อุปทานโลก  อัตราการใช้ประโยชน์ของความตกลงไม่ได้บ่งบอกถึงประโยชน์ทั้งหมดของความตกลงการค้า เนื่องจากการลดภาษีนำเข้าเป็นเพียง 1 ใน 20 บทในความตกลง RCEP  ในความตกลง RCEP ยังมีเรื่อง การบริการ และประเด็นอื่น ๆ อีกมากมาย การให้ความสำคัญแค่ด้านการส่งออก-นำเข้าอาจไม่สามารถสะท้อนการใช้ประโยชน์จากความตกลงได้อย่างชัดเจน จำเป็นต้องขยายคำจำกัดความของการใช้ประโยชน์จากความตกลงการค้า

Dr. Jayant Menon นักวิชาการอาวุโสจาก Regional Economic Studies Programme, ISEAS-Yusof Ishak Institute ประเทศสิงคโปร์ และ former Lead Economist in the Office of the Chief Economist, ADB

Dr. Jayant ได้ให้ความเห็นว่า การเปลี่ยนแปลงของรูปแบบความตกลงทางการค้ามีความเกี่ยวเนื่องกันอยู่ 3 ประเด็น คือ ความเสี่ยงหรือภัยคุกคามของความร่วมมือระดับพหุภาคี ความสามารถในการอุดช่องว่างของความร่วมมือระดับทวิภาคีและระดับภูมิภาค และสถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่แย่ลง โดยเฉพาะประเทศขนาดเล็ก 

ความร่วมมือระดับพหุภาคีมีความท้าทายมาอย่างต่อเนื่อง วิกฤติโรคระบาดเพียงแต่การเน้นย้ำความท้าทายให้ปรากฎอย่างชัดเจนมากยิ่งขึ้น  ในภาวะวิกฤตโรคระบาด ควรจะมีการหาทางออกร่วมกันในระดับนานาชาติ แต่ความร่วมมือระดับพหุภาคีนี้ไม่เคยเกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมา  รากฐานทางเศรษฐกิจของวิกฤตต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นล้วนแล้วแต่เกิดจากการแบ่งปันผลประโยชน์และการแบกรับภาระต้นทุนจากกระบวนการโลกาภิวัตน์ของแต่ละประเทศอย่างไม่เท่าเทียมกัน  ความตกลงการค้าเสรีทำให้ประเทศที่เข้าร่วมความตกลงต่างได้รับประโยชน์ แต่ไม่เคยแบ่งปันผลประโยชน์ให้แต่ละประเทศอย่างเท่าเทียมกัน  ความตกลงการค้าเสรีทำให้เกิดผู้ชนะหรือผู้ได้รับผลประโยชน์ และผู้แพ้หรือผู้ที่เสียประโยชน์เสมอ  ความล้มเหลวในการชดเชยให้กับกลุ่มผู้เสียประโยชน์จึงเป็นภัยคุกคามต่อความตกลงการค้าเสรี และนำไปสู่การต่อต้านการค้าเสรีในที่สุด  วิกฤติโรคระบาดเป็นตัวกระตุ้นชั้นดีให้กับกลุ่มที่ต่อต้านการค้าเสรี  ในปัจจุบัน แนวคิดการกีดกันการค้าได้ขยายตัวจากกีดกันการค้าสินค้า ไปสู่การกีดกันเคลื่อนย้ายปัจจัยทางการผลิตและการถ่ายโอนข้อมูลระหว่างประเทศ  นานาประเทศเริ่มตั้งเงื่อนไขที่ตนเองต้องการอย่างชัดเจน เพื่อใช้ปกป้องผู้ประกอบการภายในประเทศ  สภาพการณ์ดังกล่าวเป็นเรื่องที่น่ากังวล เนื่องจากหลายประเทศยังคงอ้างเรื่องต่าง ๆ เช่น การตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงทางการค้าอย่างฉับพลัน (Trade disruption) และความไม่แน่นอนทางการค้า (Trade uncertainty) เป็นเหตุผลสนับสนุนให้ใช้นโยบายกีดกันการค้าต่อไป แม้ว่าวิกฤติต่าง ๆ จะสิ้นสุดลงไปแล้วก็ตาม 

ในปัจจุบัน นิยมใช้ความตกลงระดับทวิภาคีแทนความตกลงพหุภาคีมากกว่าความตกลงระดับภูมิภาค เพื่อกำกับการใช้นโยบายกีดกันการค้า และเป็นการทดลองจัดทำกฎระเบียบการค้าเพื่อนำไปสู่การจัดทำกฎระเบียบการค้าในระดับพหุภาคี  อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ต้องพึงระวังคือ การจัดทำกฎระเบียบการค้าผ่านความตกลงการค้าระดับทวิภาคี อาจเข้ามาแทนการจัดทำกฎระเบียบการค้าในระดับพหุภาคี (Rules-based order) ซึ่งประเทศขนาดเล็กมีอำนาจต่อรองในการเจรจาการค้าระดับทวิภาคีน้อยกว่าการรวมกลุ่มเจรจาการค้าในระดับพหุภาคี  หากองค์การการค้าโลกสามารถจัดทำกฎระเบียบการค้าและสามารถนำมาใช้ได้ จะทำให้ความร่วมมือระดับพหุภาคีมีประสิทธิผลมากขึ้น อย่างไรก็ตาม การจัดทำกฎระเบียบการค้าที่ผ่านมามีความท้าทายหลายรูปแบบ เช่น ใครเป็นผู้ร่างกฏระเบียบที่จะมาบังคับใช้ ใครจะเป็นผู้ดูแลและบังคับใช้กฎระเบียบดังกล่าว รวมทั้งแนวคิดที่ต้องการสร้างการมีส่วนร่วมมากยิ่งขึ้น 

Dr. Jayant ได้เน้นย้ำให้เห็นว่า ในปัจจุบัน ได้นำความตกลงระดับทวิภาคีกลับมาใช้ และพัฒนาเป็นความตกลงระดับภูมิภาคที่ขนาดใหญ่ ซึ่งส่งผลต่อการค้าโลกในภาพรวม เช่น CPTPP ที่มีลักษณะเป็นความตกลงที่มีมาตรฐานที่สูง หรือ RCEP ที่เป็นความตกลงขนาดใหญ่และมีผลต่อการค้าโลกค่อนข้างมาก  อย่างไรก็ตาม ในท้ายที่สุดแล้ว ผลกระทบของการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาคอาจไม่ส่งผลดีต่อเศรษฐกิจโลก ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องจึงควรให้ความสนใจถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจตามความตกลงต่าง ๆ  อีกหนึ่งประเด็นที่สำคัญคือ การเปิดเสรีทางการค้าเกือบทั้งหมดของโลกไม่ได้เกิดจากการทำความตกลงการค้าเสรี (FTA) หรือองค์การการค้าโลก (WTO) แต่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงนโยบายการค้าของแต่ละประเทศ  กว่าร้อยละ 70 ของการการค้าเสรีเกิดจากการลดอุปสรรคทางการค้าของแต่ละประเทศเอง  ส่วนสาเหตุหลักที่อัตราการใช้ประโยชน์ตามความตกลงการค้าค่อนข้างต่ำนั้น เนื่องจากอัตราภาษีนำเข้าตามความตกลงเป็นอัตราเดียวกันกับอัตราภาษีปกติ (MFN)[10]  และสินค้ากว่าร้อยละ 70 ก็ยกเว้นการเก็บภาษีนำเข้าตั้งแต่ต้นอยู่แล้ว (จัดเก็บอัตราภาษีร้อยละ 0)

Dr. Faisal Ahmed ศาสตราจารย์จาก Fore School of Management ประเทศอินเดีย

ในมุมมองของ Dr. Faisal ความตกลงระดับพหุภาคียังคงเป็นทางออกที่ดีที่สุดสำหรับเศรษฐกิจโลก แต่ความตกลงระดับทวิภาคีจำเป็นจะต้องมีต่อไปเพื่อสร้างกฎระเบียบทางการค้าหรือกติกาการเล่นเกม (Rule of the game) เช่นเดียวกับความตกลงระดับภูมิภาคขนาดใหญ่ต่าง ๆ  ประเด็นหลักของความตกลงทางการค้าต่าง ๆ ส่วนใหญ่เกิดจากนโยบายทางการเมืองของประเทศขนาดใหญ่ เช่น ความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกากับจีนที่ตึงเครียด  หากพิจารณาความตกลง CPTPP (หรือในเริ่มแรกคือTPP) จะเห็นได้ว่า ประเทศในความตกลงโดยส่วนใหญ่ มีจีนเป็นคู่ค้าอันดับ 1 ทั้งสิ้น แต่กลับไม่มีจีนในความตกลงฉบับดังกล่าว จนกระทั่งในช่วงปี 2012 ได้เริ่มเจรจาความตกลง RCEP โดยมีจีนและกลุ่มอาเซียน+6 เป็นผู้นำ  จะเห็นได้ว่า ความตกลงทั้ง 2 ฉบับดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายทางการเมืองของประเทศขนาดใหญ่  CPTPP ที่นำโดยสหรัฐอเมริกา พยายามที่จะสร้างความสัมพันธ์ทางการค้ากับประเทศในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก แต่กีดกันจีนออกจากความตกลง  ในขณะเดียวกัน RCEP ที่นำโดยจีน ก็พยายามกระชับความสัมพันธ์ทางการค้าภายในภูมิภาคนี้ให้แน่นแฟ้นมากยิ่งขึ้น  

ในปัจจุบัน ความตกลงระดับภูมิภาคขนาดใหญ่มักเป็นที่สนใจจากทั่วโลกและน่าจะเป็นทางรอดของประเทศต่าง ๆ  แนวคิดของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ที่เชื่อว่าทุกประเทศต้องการที่จะช่วงชิงผลประโยชน์จากสหรัฐอเมริกา และจีนพยายามเข้ามามีบทบาทแทนสหรัฐอเมริกาในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก เป็นชนวนให้เกิดสงครามทางการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกากับจีน  ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ เชื่อว่า จำเป็นต้องปกป้องผลประโยชน์ของสหรัฐอเมริกา แม้ว่าสงครามทางการค้าส่งผลกระทบต่อทุกภาคส่วนทั่วโลกก็ตาม  เมื่อ RCEP เริ่มมีผลบังคับใช้ในปัจจุบัน ประธานาธิบดี โจ ไบเดน ได้เริ่มเจรจากรอบความร่วมมือทางด้านเศรษฐกิจอินโด-แปซิฟิก (Indo-Pacific Economic Framework : IPEF) เพื่อใช้คานอำนาจกับจีน และสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อประโยชน์ทางการค้าให้สหรัฐอเมริกา ดังที่ผู้นำสหรัฐอเมริกาได้แสดงความเห็นไว้ว่า สหรัฐอเมริกาและจีนเป็นทั้งคู่แข่ง-คู่ค้า แล้วแต่สถานการณ์  อย่างไรก็ตาม IPEF ยังไม่มีความคืบหน้าจากช่วงเริ่มต้นเมื่อปลายปีที่ผ่านมามากนัก และยังรอแผนงานที่ชัดเจนเพื่อพัฒนาไปสู่การรวมกลุ่มทางด้านเศรษฐกิจในลำดับขั้นต่อไป  และแม้ว่าการที่ออสเตรเลียและญี่ปุ่นเข้าร่วม RCEP ทำให้ห่วงโซ่อุปทานทางการค้าสามารถปรับตัวได้ดีมากยิ่งขึ้น แต่อีกประเด็นที่มีความสำคัญกับทุกประเทศคือ การปรับตัวกับการเปลี่ยนแปลงห่วงโซ่อุปทานและการแข่งขันทางการค้าในตลาดโลก เพื่อรับมือกับสถานการณ์วิกฤติโรคระบาดในจีน และการย้ายฐานการผลิตในห่วงโซ่อุปทานโลก

Dr. Faisal ยังเสริมว่าสถานการณ์การค้าโลกในปัจจุบันค่อนข้างสัมพันธ์กับการเมืองของประเทศขนาดใหญ่ที่ส่งผลต่อเศรษฐกิจโลก เช่น สงครามรัสเซีย-ยูเครนในปัจจุบันที่เป็นการต่อสู้กันในพื้นที่ไครเมีย ซึ่งรัสเซียมองว่าเป็นภัยคุกคามจากการขยายอำนาจของกลุ่มนาโต้  การให้ความสำคัญกับประเทศเศรษฐกิจขนาดเล็กซึ่งโดยปกติมักถูกมองข้าม เป็นเรื่องที่จำเป็น เนื่องจากประชาชนในประเทศเหล่านี้ต้องการได้รับการสนับสนุนด้านโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจ  ประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ควรให้การสนับสนุนแก่ประเทศขนาดเล็ก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การสนับสนุนทางด้านการเงิน  เศรษฐกิจภายในประเทศเป็นสิ่งที่สำคัญต่อการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงการค้าโลก เนื่องจากความขัดแย้งทางการเมืองของประเทศขนาดใหญ่ส่งผลต่อการค้าระหว่างประเทศ  ในขณะเดียวกัน ก็ควรให้ความสำคัญกับข้อจำกัดทางด้านอุปทานทางการผลิตเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลก 

หมายเหตุ : เศรษฐสารได้เพิ่มเติมเชิงอรรถในบทความขยายความบางประเด็นให้ชัดเจนยิ่งขึ้น

[1] ความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (Regional Comprehensive Economic Partnership : RCEP)
เป็นความตกลงการค้าระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียน 10 ประเทศ (บรูไนดารุสซาลัม กัมพูชา สปป.ลาว เมียนมา มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ ไทย และเวียดนาม) กับประเทศคู่เจรจา 5 ประเทศ (จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์), กลุ่ม BRICS ประกอบด้วยบราซิล (Brazil) รัสเซีย (Russia) อินเดีย (India) จีน (China) และแอฟริกาใต้ (South Africa), สมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Association of South East AsianNations : ASEAN), สหภาพยุโรป (European Union)
[2] ความตกลงที่ครอบคลุมและก้าวหน้าสำหรับหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (Comprehensive and Progressive Agreement of Trans-Pacific Partnership : CPTPP)
[3] กรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจอินโด-แปซิฟิก (Indo-Pacific Economic Framework : IPEF) 
[4] ความตกลงการค้าเสรีอาเซียน-อินเดีย (ASEAN – India Free Trade Agreement : AIFTA)
[5] กฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้า (Rules of Origin : ROO) โดยปกติ ความตกลงเปิดเสรีการค้าระดับทวิภาคีหรือระดับภูมิภาคมักจัดทำกฎระเบียบว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้าไว้ เพื่อจำกัดให้เฉพาะสินค้าที่มีถิ่นกำเนิดภายในประเทศสมาชิกได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีศุลกากรตามความตกลง หรือป้องกันมิให้สินค้าที่มิได้มีถิ่นกำเนิดจากประเทศสมาชิกสวมสิทธิรับสิทธิประโยชน์ทางด้านภาษีศุลกากร  กฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้านี้ประกอบไปด้วยหลักเกณฑ์การได้ถิ่นกำเนิดสินค้าและการบริหารจัดการในการรับรองว่าสินค้าที่มีถิ่นกำเนิดจากประเทศสมาชิกเป็นไปตามเกณฑ์การได้ถิ่นกำเนิด 
[6] การบริหารจัดการทางการศุลกากรด้านกฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้าตามความตกลงการค้า (Customs Administration of Rules of Origin under Trade Agreements Rules : CAROTAR) 
[7] Non-tariff Measures (MTMs) มาตรการที่ส่งผลต่อการค้าระหว่างประเทศนอกเหนือจากภาษีนำเข้า 
[8] การเก็บภาษีนำเข้าสินค้าที่มีขั้นตอนการผลิตน้อย (เช่น วัตถุดิบ) ในอัตราที่สูงกว่าภาษีนำเข้าสินค้าที่มีลำดับขั้นตอนการผลิตที่ต่อเนื่องไป (เช่น สินค้าขั้นกลาง และสินค้าสำเร็จรูป)
[9] เขตการค้าเสรีเอเชีย-แปซิฟิก (Free Trade Area of the Asia-Pacific : FTAAP)
[10] อัตราภาษี MFN (Most-favoured Nation) เป็นอัตราภาษีนำเข้าที่เรียกเก็บสินค้านำเข้าอย่างไม่เลือกปฏิบัติ หรือเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากประเทศต่าง ๆ ในอัตราเดียวกัน เป็นไปตามหลักการประติบัติเยี่ยงชาติที่ได้รับความอนุเคราะห์ยิ่ง (Most-favoured Nation) ขององค์การการค้าโลก
ศวีระ ธรรมศิริ
นักศึกษาปริญญาเอก คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์